MENU CLOSE

การเอาชนะใจของคุณดาส เปลี่ยนร่างจาก Fat เป็น Fit

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณดาส ทำให้คุณดาสสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 29 กิโลกรัม ทำให้คุณดาสสุขภาพดีขึ้น หุ่นดีขึ้น และเปลียนร่างจาก Fat เป็น Fit

การเอาชนะใจของคุณดาส เปลี่ยนร่างจาก Fat เป็น Fit

คุณดาสเป็นอีกคนที่ลดน้ำหนักด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสามารถ ลดน้ำหนักจาก 112 กิโลกรัม เหลือ 83 กิโลกรัม คุณดาสเล่าถึง 29 กิโลกรัม ที่หายไปให้ทีมงาน LOVEFITT ฟังว่า..

ความอ้วนส่วนใหญ่ของผม มาจากการกินอาหาร และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่ก่อนไม่เคยคิดที่จะไปออกกำลังกายเลย โดยมีความคิดที่ว่า ออกกำลังกายไปทำไม ออกแล้วเมื่อย ออกแล้วเหนื่อย ใช้เวลานอนเล่น หาอะไรที่อยากกิน ดูหนัง ไปหาความสุขให้ชีวิตแทนดีกว่า และความคิดนี้ก็นำพาชีวิตผมในสู่การกินบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ของทอด และของหวาน ต่างๆ

ชนิดที่ว่า..ร้านไหนดี ร้านไหนอร่อย ผมก็ไปชิมถึงที่ และก็มีปาร์ตี้สังสรรค์ค่ำคืน ตลอดทุกสัปดาห์ จะไปดื่ม เบียร์ ดื่มเหล้า อาหารกับแกล้ม จนผ่านไปรู้สึกว่า เสื้อผ้าใส่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน Size เสื้อผ้าใหม่ พอมาชั่งน้ำหนักอีกที น้ำหนักก็ทะยานสู่ 112 กิโลกรัม ซึ่งเยอะที่สุดในชีวิตของผมไปแล้วครับ

เมื่อความอ้วนเริ่มสร้างปัญหา

ผมมีจุดเปลี่ยนหลายอย่างมาก มันหล่อหลอมและรวมๆ กันจนทำให้ผมลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง

  • ผมไปร้านเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ระหว่างการดูเสื้อผ้า มีพนักงานร้านคนนึงในร้านเดินเข้ามาหาผม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเย้ยหยัน กับผมว่า “เสื้อผ้า Collection นี้ไม่มี Size ใหญ่ ที่พี่ใส่ได้นะครับ” มันรู้สึกเจ็บปวดมากครับ
  • แฟนของผมบอกเลิก ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งในนั้น ก็คือ ความอ้วน และยังรู้สึกในใจว่า การลดความอ้วนมันเป็นสิ่งที่ผมสามารถแก้ไขได้ แต่ทำไมผมไม่ทำ ในขณะที่ความรักตอนนั้นมันยังคงอยู่
  • การใช้ชีวิตในระหว่างวัน รู้สึกเหนื่อยง่าย เจ็บป่วยบ่อย ไม่กระฉับกระเฉง จนผมเริ่มไม่สบายหนัก ผมจึงไปพบแพทย์ หมอแจ้งว่าผมเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่คุณยังมีโอกาสที่จะหายได้นะ หากคุณลดน้ำหนักลงกว่านี้
  • พ่อแม่ของผม เป็นห่วงผมอย่างมากในเรื่องสุขภาพ จนรู้สึกว่า ความอ้วนในตอนนี้ มันส่งผมให้คนที่ผมรัก ไม่สบายใจ

เอาชนะด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

แล้วผมก็เลือกใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และหันมาออกกำลังกายครับ

เปลี่ยนเรื่องการกิน

  • ควบคุม และนับแคลอรี่ในอาหารแต่ละครั้งในแต่ละมื้อ (ให้รับพลังงานน้อยกว่าที่ใช้ไป)
  • ทำอาหารคลีนรับประทานเอง โดยใช้วัตถุดิบที่ดี เครื่องปรุงดีๆ ที่ลดโซเดียม ใช้น้ำมันมะกอกสเปรย์ หากไม่สะดวกในการทำอาหาร ก็จะเลี่ยงอาหารประเภททอด และของมันๆ หันมารับประทาน ปิ้ง ต้ม หรือยำแทน
  • งดน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้กล่อง ทุกชนิด โดยจะกินน้ำเปล่า บางครั้งก็ดื่มชนิด Coke Zero และชาเขียวชนิดไม่ใส่น้ำตาล แต่จะใส่หญ้าหวาน กินเพื่อชดเชยความหวานแทนน้ำตาล
  • เลี่ยงเนื้อสัตว์ชนิดติดมัน และลดปริมาณแป้ง ที่กินแต่ละวันให้น้อยลง เช่น จากทานข้าว 2 ทัพพี เป็นข้าว 1 ทัพพี , เลือกอกไก่ ชนิดลอกหนังออก

เปลี่ยนเรื่องการออกกำลังกาย

  • ผมซื้อจักรยานเสือภูเขา มาปั่นในสวนทุกเช้า ก่อนไปทำงาน  30-60 นาที (สัปดาห์ละ 3 วัน)
  • เปลี่ยนจากการขึ้นลิฟต์ที่ทำงาน 12 ชั้น เป็นการเดินขึ้น-ลง แทนในวันทำงาน
  • สมัครฟิตเนส โดยเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่ชอบ และสนุกกับมันคือ เดินบนลู่วิ่ง และเข้าคลาสเต้นต่างๆ
  • เลือกฝึกกับเทรนเนอร์ในฟิตเนส ช่วยในการฝึกสอนการสร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมัน และให้คำแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องของการออกกำลังกาย

อุปสรรคระหว่างทางต้องใช้ใจล้วนๆ

ในช่วงเดือนแรกๆ ยอมรับว่าท้อก็มีบ้างครับ เป็นช่วงของการปรับพฤติกรรมทั้งกิน และการใช้ชีวิตจากคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย มีทั้งความหิว อาการเมื่อยตัว อาหารคลีนที่จืดๆ ไม่อร่อยเหมือนของทอดของมัน ทรมานมากเลยครับ แต่อดทน อดทน และอดทนกับมันจริงๆ อีกทั้งกับปริมาณอาหารที่กินก็ไม่อิ่ม ไม่แน่นเหมือนก่อน ต้องหักห้ามใจหลายครั้งกับอาหารที่อยากกิน ตามข้างทาง และเห็นอาหารนั้นๆ อยู่ตรงหน้า และปรับวิถีชีวิตใหม่ให้มาออกกำลังกายทุกวัน ที่พ่วงมาด้วยอาการปวดเมื่อยทั้งตัวทุกวัน หลังออกกำลังกาย

ความท้อทั้งทางร่างกาย และจิตใจนั้น ผมผ่านมาได้ บอกได้อย่างมั่นใจว่าเป็นเรื่องของใจล้วน ๆ  และต้องมีความอดทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่นความหิว ความเจ็บปวดของร่างกาย ที่เหมือนจะตะโกนบอกเราว่า กินเถอะ พอได้แล้วเจ็บปวดขนาดนี้  และต้องมีความชั่งใจ และความแน่วแน่ในเป้าหมายที่จะทำ โฟกัสกับเป้าหมาย ยกเลิกข้อแม้ต่างๆ ในชีวิต ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง และงดกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเพิ่มน้ำหนักตัว , และต้องทำอย่างจริงจังมากๆ เพื่อให้คนรอบตัว รู้สึกและเข้าใจในความตั้งใจของเรา, บ่อยครั้งที่ชมตัวเอง เมื่อเข้าใกล้เป้าหมายในทุกๆ วัน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ตัวเอง ,พูดออกเสียงอยู่คนเดียวว่า เชื่อมั่นตัวเองว่าทำได้แน่นอน , และวางแผนการออกกำลังกาย ให้เป็นนิสัย เป็นกิจวัตรที่ห้ามอู้ ห้ามขาด

วันนี้ที่สุขภาพดีขึ้น และมีความสุขกับชีวิตใหม่

จนปัจจุบันนี้ น้ำหนักผมลดลง จาก 112 กิโลกรัมเหลือ 83 กิโลกรัม ลดไปแล้ว 29 กิโลกรัม ตัวเบาขึ้นมาก ผมใส่เสื้อที่ร้านที่ผมอยากใส่ได้แล้ว สุขภาพดีขึ้น ไม่เหนื่อย ไม่หอบ ไม่ต้องทานยาความดัน บุคลิกภาพดีขึ้น คนรอบตัวยอมรับในความตั้งใจ และอดทน ที่ชอบสุดคือ ตอนนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผม เปลี่ยนแปลงไป เหมือนเป็นอีกคนหนึ่งเลย ผมกลายเป็นคนชอบกินอาหารคลีนไปแล้ว รู้สึกอร่อย และได้สุขภาพ แต่เมื่อไหร่ที่ ผมกินอาหารทอดๆ มันๆ เริ่มมีความรู้สึกต่อต้านว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แถมด้วยความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบในการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญออกอีก ส่วนพฤติกรรมที่ออกกำลังกาย จากเป็นคนที่ไม่ชอบบอกว่าเมื่อย ว่าเหนื่อย ปัจจุบันทำให้ผมรู้สึกว่า การออกกำลังเสร็จมันทำให้ร่างกายมันสดชื่น ผิวพรรณดีขึ้น ร่างกายกระชับขึ้น และนอนหลับสบายรู้สึกดีหลังจากการออกกำลังกายมากๆ

ฝากถึงคนที่กำลังพยายาม

ขอให้สู้ต่อไป อดทน กับตัวเองมากๆ  ผ่านไปให้ได้นะครับ ไม่มีอะไรจะภูมิใจมากกว่าการเอาชนะตัวเองอีกได้แล้ว ผมเป็นคนนึงที่ผ่านการเอาชนะตัวเองมาได้แล้ว คนอื่นผมก็เชื่อว่า ถ้าตั้งใจจริง มุ่งมั่นจริงๆ ก็ทำได้แน่นอนครับ เพราะนี่มันใช่เรื่องแค่ว่าคุณผอมลง แต่มันเป็นเรื่องที่คุณสามารถเอาชนะใจตัวเองได้มากกว่า แล้วคุณจะหลงรักตัวเองมากขึ้น ศรัทธาในตัวเองมากขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ ครับ

ทางทีมงาน LOVEFITT ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของคุณดาสด้วยนะคะ และต้องขอบคุณที่ร่วมแชน์ประการณ์ดีๆให้คนอื่นได้อ่านกันค่ะ

 

เรียบเรียง: lovefitt.com
Credit: คุณดาส (Narong Nimitprathumi)