MENU CLOSE

จริงหรือเปล่า กินปลาไม่อ้วน

ปลาจัดได้ว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างหนึ่ง เป็นหนึ่งในโปรตีนฮิตประจำเมนูไดเอ็ทของสาวๆ ก็ว่าให้เพราะในเนื้อปลา นอกจากจะมีไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายน้อย (ไขมันอิ่มตัว/ไขมันสัตว์ทั่วๆ ไป) ยังมีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย (ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3,โอเมกา 6) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้ จะช่วยให้เราเกิดโรคที่มาจากไขมันในเลือดสูงได้ เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันอุดตันในเส้นเลือด, หลอดเลือดโป่งพอง/แตก, โรคหัวใจ ฯลฯ

จริงหรือเปล่า กินปลาไม่อ้วน

ปลาจัดว่าเป็นอาหารอันดับต้นๆที่นึกถึง เมื่อต้องการที่จะควคุมน้ำหนัก หรือ รักษาสุขภาพ  เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันมากมายว่า ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีอันตรายกับร่างกายน้อยมาก เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เราจัดปลาไว้ในอาหารหลักหมู่ที่หนึ่งในประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นมและถั่วเมล็ดแห้ง โปรตีนในเนื้อปลาจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ ถือเป็นโปรตีนชั้นดีและมีไขมันต่ำ

ไขมันที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะสมอง จะป้องกันการจับแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด วิตามิน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ และ นอกจากนี้ไขมันที่มีในเนื้อปลานั้นยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3,โอเมกา 6 แถมยังมีแร่ธาติ, วิตมินและสารอาหารมากมาย อีกด้วย

ปริมาณไขมันที่อยู่ในเนื้อปลา

  • ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8 – 20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
  • ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4 -5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจาระเม็ดขาว
  • ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2 -4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากระพงขาว ปลาจาระเม็ดดำ และปลาอินทรี
  • ปลาที่มีไขมันอยู่น้อย (ไม่เกิน 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ปลากระพงแดง และปลาเก๋า

ปลาทะเลที่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูง

ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาอินทรีย์ ปลาทูน่า ปลากระพง ปลาดุกทะเล เป็นต้น แต่ทะว่าหลายๆคนคงบ่นว่าปลาทะเลมันแพงอยากไดัปลาราคาประหยัดที่หาซื้อง่ายในตลาดบ้านเรา ซึ่งความจริงในบ้านเราก็มีปลาน้ำจืดและปลาน้ำเต็มที่มีปริมาณโอเมก้า 3 ไม่แพ้ปลาทะเลเลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าปลาทะเลจากต่างแดนเสียอีก ปริมาณโอเมก้าในที่นี้คือปริมาณต่อปริมาณเนื้อปลา 100 กรัม ได้แก่

  • ปลาสวายขาว ปลาน้ำจืดของไทย มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม
  • ปลาทู ปลาทะเลไทยที่หาทานได้ง่ายที่สุด มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม
  • ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงเช่นกัน มีประมาณ 870 มิลลิกรัม
  • ปลากระพงขาว ปลาทะเลไทย มีโอเมก้า 3 ประมาณ 310 มิลลิกรัม

ซึ่งสำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเลการรับประทานปลาน้ำจืดก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะได้รับคุณค่าทางอาหารจากปลาไม่ต่างจากปลาทะเล แต่สิ่งที่ต้องระวังคือควรเลือกและเปลี่ยนชนิดปลาไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันสารพิษตกค้างจากปลาเลี้ยงและควรมั่นใจว่าเนื้อปลาที่ทานจะต้องปรุงสุก เพื่อป้องกันพยาธิที่มักพบบ่อยในปลาน้ำจืด

ดูดีมีประโยชน์ซะขนาดนี้ทานไปเยอะๆได้ไม่น่าจะมีปัญหามีปัญาหรือเปล่า?

แต่ว่าเดี๋ยวก่อนประโยชน์ของปลาตรงจุดนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความอ้วนแม้แต่น้อย เพราะเรื่องความอ้วนนั้น เป็นผลมาจากพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ร่างกายใช้ไป ไม่ได้เกี่ยวกับชนิดของไขมันที่ได้รับแต่อย่างใด แต่ที่เชื่อกันว่ากินปลาแล้วจะผอม เป็นเพราะในเนื้อปลา เมื่อเทียบเป็นน้ำหนักที่เท่าๆ กันกับเนื้อสัตว์อื่นๆ จะมีส่วนของโปรตีนค่อนสูงและมีไขมันค่อนข้างน้อยดังนั้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากกินปลาเทียบกับกินเนื้ออื่นๆ ในปริมาณเท่ากัน เนื้อปลาก็จะให้พลังงานกับร่างกายน้อยกว่า ได้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารมากกว่า

แต่เถ้าคุณกินเปลาเข้าไปมากๆ จนเกินความจำเป็นของร่างกาย แถมทานอย่างอื่นร่วด้วย หรือ ใช้วิธีการปรุงที่ผิด คุณก็มีโอกาสอ้วนได้เช่นเดียวกับการทานอาหารชนิดอื่น ดังนั้นการเตรียมเนื้อปลาเพื่อสุขภาพควนใส่ใจในวิธีการปรุงด้วยเช่นกัน ควรเลือกการปรุงโดยการ ต้ม นิ่ง ลวก เผา จะดีกว่าการนำมา ทอดและผัด นั้นเอง

ควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอดี

ในแต่ละวันคนเราใน วัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 –17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อย

 

credit: women.thaiza.com, health.kapook.com, kkuhuso7.com, lifecenterthailand

Latestเนื้อหาล่าสุด