MENU CLOSE

เปลี่ยนเพื่อลูก คุณตั๊กลด30กิโลกรัมด้วยวิธีธรรมชาติ

คุณตั๊กเลือกวิธีธรรมชาติในการลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะได้แรงบันดาลใจจากลูกสาว กลัวว่าลูกจะไม่คนดูแลหากตัวเป็นอะไรไป

เปลี่ยนเพื่อลูก คุณตั๊กลด30กิโลกรัมด้วยวิธีธรรมชาติ

สวัสดีค่ะขอแนะนำตัวก่อนเลยนะคะ ชื่อตั๊กค่ะ อยากจะมาแชร์ประการณ์การลดน้ำหนักวิธีธรรมชาติกับทาง Lovefitt ให้เป็นแรงบันดาลใจกับคนที่กำลังลดหรือ คนที่อยากจะลดให้สำเร็จค่ะ

วันวานกับน้ำหนักเกือบร้อย

แรกเริ่มเดิมทีตั๊กเป็นคนอ้วนค่ะ จะว่าไปตอนนี้ก็ยังไม่ผอมเท่าไหร่นะ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาก ก่อนหน้าที่จะคิดลดน้ำหนัก น้ำหนักเดิมของตั๊กอยู่ที่ 99.7 กิโลกรัม ลักษณะเป็นคนอ้วนง่ายแต่ลดยากค่ะ และการทำงานก็เป็นแบบนั่งออฟฟิต นานๆครั้งจะได้ออกไซด์งานบ้าง พฤติการรมการใช้ชีวิตแบบตามใจปาก ชอบกินขนมจุบจิบ เรียกได้ว่าขนมเต็มลิ้นชักไม่เคยขาด ขนมเค้กนี่เหรอก็ของชอบเลย ทุกวันตอนเช้าก็ต้องได้กินชาเย็นแบบหวานๆมันๆจัดเต็ม เที่ยงก็ยังต้องมีกาแฟเย็นอีก มื้อเย็นไม่ต้องพูดถึง กินไม่มียั้ง

ขอท้าวความซักนิด ตั้งแต่เด็กมาก็เป็นคนเจ้าเนื้อ ตอนเรียนอยู่ระดับ ปวส. เริ่มเป็นสาวก็อยากสวยเหมือนเพื่อนๆ เลยตัดสินใจซื้อยาลดน้ำหนักมามาทาน คือมันลดได้จริงค่ะ จาก 67 กิโลกรัม เหลือ 57 กิโลกรัม ภายในหนึ่งเดือน พอหยุดยาเท่านั้นแหล่ะดีดขึ้นมา 80 กิโลกรัมเลย แล้วก็ยังมิวายใช้ชีวิตมาแบบเดิมๆ กินๆๆและกินไม่สนใจจะออกกำลังกายเพราะขี้เกียจเอามากๆ คิดว่ายังไงแฟนก็ยังรัก ไม่สนจะอ้วนก็อ้วนไป

คราวนี้ถึงคราวจะเข้าพิธีแต่งงานเลยอยากจะสวยในชุดเจ้าสาว เหมือนเคยก็ซื้อยามากินอีก จาก 80 กิโลกรัม เหลือ 70 กิโลกรัม อย่างรวดเร็ว พอแต่งงานเสร็จก็หยุดยาหันมาทานกาแฟลดน้ำหนักแทน ทำแบบนี้สลับกันมาเป็นปีๆ จนกลายเป็นคนขี้ระแวง หงุดหงิดง่าย ความจำไม่ดี กลัวว่าคนอื่นจะว่า หรือหาเรื่องไปหมด ตาขวาง หาเรื่องคนไปทั่ว ไม่เข้าใจอารมณ์ตัวเองเลย

ยา-กาแฟลดน้ำหนักอัตราย

จนมาวันนึงตอนนั้นก็ยังกินยาลดน้ำหนักอยู่นะคะ นั่งดูทีวีอยู่แล้วลุกขึ้นจะไปห้องน้ำ จากท่านั่งไปลุกยืนเกิดอาหารหน้ามืดล้มหัวฟาด แถมหลังจากนั้นอาการหน้ามืดก็เป็นบ่อยมากๆ เลยเป็นเสียงเตือนว่าให้เลิกกินยาและกาแฟลดน้ำหนักได้แล้ว เพราะคิดว่าคงจะมาจากสาเหตุนี้เป็นแน่แท้ แถมช่วงหลังมาน้ำหนักตั๊กก็แทบไม่ลดเลยแม้จะทานยาและกาแฟลดน้ำหนักอยู่

เปลี่ยนเพราะทำเพื่อลูก

พอเลิกยาและหยุดกาแฟ แน่นอนว่าน้ำหนักตัวก็โยโย่ขึ้นมาจนมาถึงจุดเกือบร้อยกิโล แต่ก็ยังไม่คิดออกกำลังกายอยู่ดี จนอายุย่างเข้า 36 ปี มีเหตุต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน และมีครอบครัวใหม่ (เลิกกับสามีคนแรก) แถมเพิ่งคลอดลูกสาว บริษัทจัดให้มีการตรวจร่างกายประจำปี ผลการตรวจพบว่าตัวเองเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิต ก็นึกกลัวตายขึ้นมาจับใจ กลัวว่าไม่มีใครดูแลลูกเลยคิดปฏิวัติตัวเอง เอาวะ ลองสักตั้ง

ติดต่อรุ่นพี่ที่มีความรู้เรื่องการลดน้ำหนัก และการออกกำลังกาย กลับมาศึกษาค้นคว้าเอง และได้คำแนะนำดีๆ จึงเริ่มต้นการลดน้ำหนักราวๆเดือน มิถุนายน 2557 ไปสมัครฟิตเนสของเทศบาล เริ่มคุมอาหาร และออกกำลังกาย โดยทุกๆเย็นหลังเลิกงาน จะต้องเข้าฟิตเนส เดิน วิ่ง เวท แรกๆก็เหนื่อยเหมือนจะตาย เดินแค่ 5 นาทีก็เหนื่อยแล้ว เพราะน้ำหนักตัวเรามาก แต่คิดว่า “ต้องสู้ ต้องทำได้”

ลดน้ำหนักสายธรรมชาติไม่ง่ายแต่ทำได้

สิ่งที่ทรมานที่สุดในการลดน้ำหนักของตั๊กคือ เรื่องออกกำลังกาย เรื่องกินไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่สำหรับตั๊กค่ะ เพราะเป็นคนกินอะไรก็ได้ กินอะไรซ้ำๆได้โดยไม่เบื่อ เลยทานคลีนมาตลอด เช้า เที่ยง จะทานข้าวกล้อง อกไก่อบ ผักต้ม ไข่ต้ม ระหว่างมื้อ ก็มีอัลมอน สัก 10 เม็ดบ้าง กล้วยบ้าง ฝรั่งบ้าง แอปเปิ้ลเขียวบ้าง แล้วแต่ถนัดและจะหาเตรียมได้ แยกอาหารเป็น 5 มื้อย่อยๆ มื้อเย็นก็จะกินยำทูน่าบ้าง ผักต้ม ปลานึ่ง เห็ดต้มบ้าง แล้วแต่สลับกันไป

ตั๊กจะพยายามทำอาหารเองทั้งหมดค่ะ จะได้คุมเครื่องปรุงได้ ใน 1 อาทิตย์ จะมีมื้อรางวัล 1 มื้อ กินของที่อยากกิน กินแบบกระจายเลย 555 ตารางการกินของตั๊กจะกินแบบนี้มาตลอด ช่วงเดือนแรก ลดไปได้ 4 กก. เพราะยังออกกำลังกายไม่ค่อยถูกหลัก ก็พยายามศึกษามาเรื่อยๆ

โชคดีอีกที่มาเจอรุ่นพี่ที่รู้จักอีกคนที่ฟิตเนส พี่เค้าเลยอาสามาช่วยเทรนให้ แนะนำและมาช่วยประกบ เมื่ออกำลังกายได้เต็มที่ก็สามารถลดได้เพิ่มอีกเฉลี่ยเดือนละ 2-4 กิโลกรัม

อุปสรรคต้องฝ่าฟัน

เรื่องยากและอุปสรรค์ที่สุดของตั๊กคือการพาร่างไปออกกลังกายในแต่ละวัน เพราะมันเหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ใครบ้างไม่อยากตรงกลับบ้าน เลิกงานแล้วก็อยากจะกลับมานั่งๆนอนๆที่บ้านสบายๆ แต่เราก็ต้องอดทน เราไม่อยากโดนล้ออีก เราไม่อยากก้นใหญ่ล้นเก้าอี้อีก เราอยากเดินเบียดในที่แคบๆได้ โดยไม่ต้องเอาก้นไปกระแทกใคร ไม่อยากโดนมองแบบสายตาเหยียดหยามอีก เลยเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นพลัง บางวันวิ่งไปเหนื่อยร้องไห้น้ำตาไหลไปก็มี แต่ก็ต้องกัดฟันทน

จากวันแรกๆ เดินแค่ 5 นาที ก็เริ่มขยับขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น 10 นาที 15 นาที 20 นาที จน 30 นาที แล้วก็เปลี่ยนจากเดินมาลองวิ่งดู ตอนนี้ก็สามารถวิ่งอยู่ที่สปีดที่ 5 เวลาประมาณ 45 นาที สบายๆ เวท ก็เล่นทุกส่วน สลับวันกัน ตามคำแนะนำ ยกให้ถูกท่าใช้กล้ามเนื้อให้ถูกต้อง ดีที่มีรุ่นพี่คอยแนะนำ ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

จากวันแรกที่เริ่มลด 99.7 กิโลกรัม ลดเหลือ 69.0 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ตั๊กคิดว่าอยากลดเพิ่มอีก 9 กิโลกรัม ก็จะพอแล้ว แต่ก็ไม่กดดันตัวเอง ทำให้เป็นกิจวัตร สร้างนิสัย เครียดแค่ช่วงแรกๆค่ะ ตอนนี้ เดินไม่ต้องเบียดใครอีกแล้ว หลายคนยอมรับเราเพราะเค้าเห็นความตั้งใจและการเปลี่ยนแปลงของเรา ภูมิใจในตัวเองมากค่ะ ตั้งเลยอยากจะบอกทุกๆคนเป็นกำลังใจว่า “แค่เราเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนแล้ว”

ทาง LOVEFITT ของแสดงความยินดี และยกย่องในจิตใจนักสู้ที่สู้ไม่ถอยของคุณตั๊กค่ะ จนวันนี้สามารถปรับพฤติกรรมมาออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ค่ะ และต้องขอขอบคุณประสบการณ์ดีๆที่มาร่วมแชร์กับเพื่อนได้อ่านกันค่ะ

 

เรียบเรียง: lovefitt.com

Latestเนื้อหาล่าสุด